มก.
ส.มก.
คณะเกษตรกำแพงแสน
     ไทย
English
กลับไปโฮมเพจเดิม

สารบัญ

ฐานข้อมูลศิษย์เก่าคณะเกษตร

ประวัติคณะเกษตร

ยุทธศาสตร์คณะเกษตร

การประกันคุณภาพ

ผู้บริหาร

หลักสูตร

บุคลากร

ปฏิทินคณะเกษตร

แผนที่

โทรศัพท์ภาควิชา สนง.

งานวิจัย

ภาควิชา

  - เกษตรกลวิธาน

  - กีฏวิทยา

  - คหกรรมศาสตร์

  - ปฐพีวิทยา

  - พืชสวน

  - พืชไร่นา

  - ส่งเสริมและนิเทศ ฯ

  - สัตวบาล

  - โรคพืช

  - สาขาการจัดการศัตรูพืช

  - สาขาเคมีการเกษตร

  - สาขาวิทยาศาสตร์เกษตร

ข่าว

ข่าวเฉลิมพระเกียรติ

ข่าวคณะ

ข่าวพิเศษ

สภาคณบดี

สภาคณบดี สาขาการเกษตร

ระบบหนังสือเวียน

หนังสือเวียนคณะ

หนังสือเวียน มก.

ระบบสำนักงานอัตโนมัติ

ระบบประเมินผล

    คณะเกษตร

    คณะวิทยาศาสตร์

    คณะมนุษย์ ฯ

    คณะเศรษฐ ฯ

    คณะศึกษา ฯ

สำหรับนิสิต

    ระบบระเบียนประวัตินิสิต

    รายงานผลการลงทะเบียน

พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน พระราชทานแก่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2523

 

"…เจตนาหรือหลักการของมหาวิทยาลัยนั้น อยู่ที่การเพิ่มผลผลิตทางอาหารและวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่ออุ้มชูส่งเสริมประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรให้มีอยู่ มีกิน มีฐานะมั่นคงขึ้น เพื่อให้ประเทศชาติโดยส่วนรวมมีความผาสุข มั่นคง เป็นอิสระอยู่ได้ต่อไปนั่นเอง …"

การเกษตร อาหารโลก
และคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ความอดอยากของโลกในอดีต (World Famine)

ในระหว่างปี พ.ศ. 2388-2393 เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนในยุโรปอดอยากและเสียชีวิตมากโดยเฉพาะในประเทศไอร์แลนด์ ทำให้ผู้คนอพยพไปแสวงหาที่ทำกิน ณ ดินแดนที่ค้นพบใหม่ ซึ่งหมายถึงดินแดนอันเป็นที่ตั้งของประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ในจำนวนผู้อพยพมากมายประมาณล้านคนนี้มีตระกูลสำคัญซึ่งต่อมามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก ตระกูลที่รู้จักกันทั่วโลก ได้แก่ เคนเนดี้ ฟอร์ด ร็อคกี้เฟลเลอร์ และ เรแกน สภาวะของความลำบากยากแค้นทั้งกายและใจของผู้คนในยุคนั้น ส่งผลให้เกิดจิตสำนึกและตระหนักในความสำคัญอันใหญ่หลวงของการเกษตร บรรดาผู้นำทั้งหลายจึงมุ่งเน้นการพัฒนาด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง มีผลต่อการย้ายพืชออกจากถิ่นกำเนิดไปปลูกที่ใหม่ ๆ เป็นต้น คณะเกษตร หรือมหาวิทยาลัยการเกษตรจึงเกิดขึ้นในหลายประเทศ

สถาบันพระมหากษัตริย์กับการเกษตรไทย

ประเทศไทยในสมัยนั้นไม่ได้ประสบความอดอยากยากแค้นเช่นชาวยุโรป แต่เพียบพร้อมไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ ประชาชน 8 ล้านคนมีความสุขร่มเย็นอยู่ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ในรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394-2411) ข่าวทุพภิกขภัยของชาวยุโรปได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลกจึงเป็นที่แน่ใจได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงสยามย่อมจะได้ทรงสดับข่าวและทรงตระหนักในสถานการณ์ของโลกดี แม้แต่ข่าวเรือไททานิคจมในปี พ.ศ.2455 ก็แพร่หลายมาทางตะวันออกไกลจากการย้ายถิ่นฐานไปสู่โลกใหม่ เป็นต้น

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411-2453) ได้เจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากได้ทรงเล็งเห็นความสำคัญของความเจริญทางด้านวิทยาการในทุกสาขา รวมทั้งความสำคัญในด้านการเกษตรด้วย ดังจะเห็นได้จากการที่ได้ทรงกำหนดตราสัญญลักษณ์ประจำพระองค์ ให้กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ "ราชวัลลภ" ซึ่งเป็นรูปคชสีห์สองตัวขนาบโล่ห์ รูปช้างสามเศียร แสดงถึงพระราชอำนาจที่ขยายอาณาเขตไปรอบทิศ คชสีห์ตัวหนึ่งถือดาบและโล่ โดยที่คชสีห์อีกตัวหนึ่งนั้นถือช่อรวงข้าวและเคียว ซึ่งสัญลักษณ์นี้สื่อให้รู้ว่า พระองค์ให้ความสำคัญกับการปกครอง ความมีอยู่มีกิน และความสมบูรณ์พูนสุขของประชาชน นอกจากนั้นยังทรงเห็นว่าความเจริญรุ่งเรืองของชาติเกิดจากการได้รับเงินตราต่างประเทศที่ขายข้าว น้ำตาล และสินค้าเกษตรออกไป ด้วยเหตุนี้ในยุคนั้นไทยจึงมีความก้าวหน้าโดยการหาซื้อเทคโนโลยีมาใช้ในประเทศไทยจนล้ำหน้าประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ในโอกาสครบรอบ 150 ปี พระราชสมภพในวันที่ 20 กันยายน 2546 ทางองค์การ UNESCO ได้ประกาศเทิดพระเกียรติคุณ (post mortal decoration) แด่รัชกาลที่ 5 ว่าเป็นกษัตริย์นักพัฒนาใน 5 ด้านด้วยกัน

ผลงานด้านการเกษตรของพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ก็เป็นที่ประจักษ์ต่อปวงชนชาวไทยมากว่า 50 ปี และในปี พ.ศ.2549 พระองค์ก็จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกและพระองค์เดียวของโลกที่ครองราชย์ครบ 60 ปี "พัชราภิเษก" (Diamon Jubilee) นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังได้ถวายพระนามว่า "กษัตริย์เกษตร" พร้อมปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ หลายฉบับ ย่อมจะนำมาซึ่งการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ด้วยผลงานทางการเกษตรอีกมากมาย อย่างไรก็ตาม คณะเกษตรได้เล็งเห็นในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันหลักแห่งนี้เป็นที่ยิ่ง ดังจะเห็นได้จากการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่องค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมารในปี พ.ศ.2545 และพ.ศ. 2546 โดยเทิดพระเกียรติเป็น "เกษตรยุพราชสดุดี" และ "สมเด็จพระบรมโอรสาฯ เกษตราบดี" ตามลำดับ

ประวัติการศึกษาเกษตรศาสตร์

ในปี พ.ศ.2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดให้ส่งนักเรียนไทยหลายคน ไปศึกษาต่อที่ยุโรป เช่น

ทั้งสองท่านได้กลับมารับราชการสนองเบื้องพระยุคลบาทโดยตลอดจนกระทั่ง นายโห้ กาญจนดิษฐ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "พระยาเทพศาสตร์สถิตย์" และนายสนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี" (รมต. กระทรวงเกษตราธิการ) ซึ่งมีบทบาทในการริเริ่มสร้างสรรค์ระบบการศึกษาด้านการเกษตรของประเทศไทยจนทำให้การเกษตรพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ปี พ.ศ. 2460 พระยาเทพศาสตร์สถิตย์ และเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ได้ร่วมกันริเริ่มสร้างโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมขึ้นที่ ต. หอวัง เยื้องกับสนามกีฬาแห่งชาติ แต่นิสิตต้องไปเรียนบางวิชาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปี พ.ศ.2461 ได้ย้ายโรงเรียนไปที่ ต.พระประโทน จ.นครปฐม

ในเวลาต่อมา หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤษดากร และเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ได้ให้นโยบายว่า ควรจะมีการตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมขึ้นใน 4 ภาค โดยในภาคกลางตั้งที่บางกอกน้อย ภาคเหนือตั้งที่ อ.แม่โจ้ ภาคอีสานตั้งที่ ต.ทับกวาง และภาคใต้ตั้ง ต. คอหงษ์ จากนั้นก็ได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว

ปี พ.ศ.2477 จากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงได้มีการยุบโรงเรียนทั้งหมดไปอยู่ที่ อ. แม่โจ้ จ. เชียงใหม่ แห่งเดียวเป็นโรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรม แต่อีกไม่นานโรงเรียนแห่งนี้ก็ได้ยุบเลิกไปเนื่องจากการปรับระบบราชการในกระทรวงธรรมการ

ปี พ.ศ.2477 ได้จัดตั้งวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ อ. แม่โจ้ จ. เชียงใหม่ อีกตามความต้องการของกระทรวงเกษตราธิการ

ปี พ.ศ.2482 เนื่องจากกระทรวงเกษตราธิการมีสถานีกสิกรรมอยู่ที่ อ. บางเขน จึงได้ย้ายวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาอยู่ที่ อ. บางเขนและให้ส่วนราชการที่ อ. แม่โจ้เป็นโรงเรียนเตรียมเกษตรศาสตร์เพื่อเตรียมนิสิตให้วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อไป

ปี พ.ศ.2484 วิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขนเริ่มรับนิสิตรุ่นแรก (ด้วยการนับรุ่นนี้จึงทำให้รุ่นของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีอายุมากกว่ามหาวิทยาลัย 2 ปี)

ปี พ.ศ. 2486 วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยมีหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ เป็นอธิการบดีท่านแรก และดำเนินกิจการแบบเดียวกับมหาวิทยาลัยการเกษตรในต่างประเทศ

ถึงวันนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีอายุครบ 60 ปี โดยที่ระยะแรกจะเป็นมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวกับการเกษตร (Agricultural University) แต่ระยะหลัง 30 ปีกว่านี้มหาวิทยาลัยได้ปรับตัวเป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ (Comprehensive University) โดยมีคณะต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะมีอายุครบรอบเพียง 60 ปี แต่การเรียนการสอนด้านวิชาการเกษตรนั้นได้ดำเนินการมาแล้วไม่น้อยกว่า 85 ปี ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ของ Prof. Dr. Lindsay Falvey (พ.ศ.2544) ได้บันทึกว่า กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นผู้กำหนดหลักสูตรเกษตรศาสตร์ขึ้นในโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ซึ่งต่อมาได้ยกฐานะขึ้นเป็นจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และนักเรียนฝึกหัดครูที่โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมต้องไปเรียนวิชาชีวและเคมีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเกษตร ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2486 ตาม พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2486 โดยมีชื่อเรียกว่า "คณะเกษตรศาสตร์" เปิดสอนหลักสูตรกสิกรรมและสัตวบาล โดยจัดหลักสูตร 5 ปี สำหรับปริญญาตรีและ 3 ปี สำหรับอนุปริญญา แบ่งเป็น 5 แผนกดังนี้
  1. แผนกเกษตรศาสตร์
  2. แผนกสัตวบาล
  3. แผนกเคมี
  1. แผนกกีฏวิทยาและโรคพืช
  2. แผนกเกษตรวิศวกรรม

ในปี พ.ศ. 2495 คณะเกษตรศาสตร์ ได้แบ่งออกเป็น 6 แผนก คือ
  1. แผนกเกษตรศาสตร์
  2. แผนกสัตวบาล
  3. แผนกฟิสิกส์และเคมี
  1. แผนกกีฏวิทยาและโรคพืช
  2. แผนกเกษตรวิศวกรรม
  3. แผนกชีววิทยา

ในปี พ.ศ. 2497 เป็นปีแรกที่คณะและมหาวิทยาลัยเริ่มเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโทหลักสูตรแรก คือ หลักสูตรปริญญากสิกรรมและสัตวบาลมหาบัณฑิต สาขาวิชาสัตวบาล ของคณะเกษตรศาสตร์ โดยมหาบัณฑิตคนแรกเป็นชาวฟิลิปปินส์ชื่อ Ferado G. นอกจากนี้ยังได้เปลี่ยนชื่อจาก "คณะเกษตรศาสตร์" เป็น "คณะกสิกรรมและสัตวบาล" โดยเพิ่มแผนกเคหเศรษฐศาสตร์ขึ้นอีก 1 แผนก และเปลี่ยนชื่อแผนกฟิสิกส์และเคมีเป็นแผนกเคมี

ในปี พ.ศ. 2509 ได้ตราพระราชกฤษฎีกาจัดแบ่งคณะในมหาวิทยาลัยเมื่อ 1 มีนาคม 2509 และเปลี่ยนชื่อ "คณะกสิกรรมและสัตวบาล" เป็น "คณะเกษตร" พร้อมกับแบ่งส่วนราชการใหม่เป็น 8 แผนกวิชา ดังนี้

  1. แผนกวิชากีฏวิทยาและโรคพืช
  2. แผนกวิชาเกษตรกลวิธาน (เดิมชื่อแผนกเกษตรวิศวกรรม)
  3. แผนกวิชาคหกรรมศาสตร์ (เดิมชื่อแผนกวิชาเคหเศรษฐศาสตร์)
  4. แผนกวิชาพืชศาสตร์ (เดิมชื่อแผนกวิชาเกษตรศาสตร์)
  5. แผนกวิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร (เป็นแผนกวิชาใหม่)
  6. แผนกวิชาเกษตรนิเทศ (เป็นแผนกวิชาใหม่)
  7. แผนกวิชาสัตวบาล
  8. แผนกวิชาปฐพีวิทยา (เป็นแผนกวิชาใหม่)

สำหรับการฝึกปฏิบัติภาคสนามนั้น คณะเกษตรมีสถานีฝึกงานนิสิตที่ไร่สุวรรณวาจกกสิกิจ ปากช่อง ทับกวาง ศรีราชา และกำแพงแสน

ปี พ.ศ. 2511 ได้เปลี่ยนหลักสูตรปริญญาตรีเป็น 4 ปี

ปี พ.ศ. 2512 มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และแบ่งภาควิชาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเปลี่ยนจาก "แผนกวิชา" เป็น "ภาควิชา" ทุกคณะ และเริ่มจัดตั้งส่วนราชการที่เรียกว่า "สำนักงานเลขานุการ" อยู่ในสังกัดคณะด้วย และในปีนี้ได้ตัด "แผนกวิชาเกษตรนิเทศ" ออกจากคณะเกษตรเพื่อไปจัดตั้งสำนักใหม่

ในปี พ.ศ. 2518 มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2518 ได้เพิ่มภาควิชาใหม่ในคณะเกษตร แทนภาควิชากีฏวิทยาและโรคพืช กับภาควิชาพืชศาสตร์ที่มีอยู่เดิม 4 ภาควิชา คือ
  1. ภาควิชากีฏวิทยา
  2. ภาควิชาโรคพืช
  1. ภาควิชาพืชไร่นา
  2. ภาควิชาพืชสวน

ปี พ.ศ. 2521 ได้เริ่มดำเนินการสอนหลักสูตรปริญญาเอก สาขาวิชากีฏวิทยาและสาขาวิชาปฐพีวิทยา ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2521 เป็นต้นไป และมีดุษฎีบัณฑิตคนแรก คือ ดร.วิวัฒน์ เสือสะอาด ในสาขากีฏวิทยา

ปี พ.ศ. 2522 ได้เริ่มดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนที่วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นวันเปิดการเรียนภาคปลาย ปีการศึกษา 2522 โดยเริ่มให้นิสิตปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 และ 4 หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (เกษตรศาสตร์) ไปศึกษาและฝึกงานและพักประจำในหอพักของวิทยาเขต ปี พ.ศ. 2523 มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2523 คณะเกษตรไม่มีภาควิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร (ซึ่งต่อมาคือคณะอุตสาหกรรมเกษตร)

ปี พ.ศ. 2527 มีประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่องการแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2527 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527 ได้กำหนดให้มีภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตรในคณะเกษตร ปัจจุบันได้แบ่งส่วนราชการของคณะเกษตร ตามพระราชกฤษฎีกา ดังนี้
  1. สำนักเลขานุการคณะ
  2. ภาควิชากีฏวิทยา
  3. ภาควิชาเกษตรกลวิธาน
  4. ภาควิชาคหกรรมศาสตร์
  5. ภาควิชาปฐพีวิทยา
  1. ภาควิชาพืชไร่นา
  2. ภาควิชาพืชสวน
  3. ภาควิชาโรคพืช
  4. ภาควิชาสัตวบาล
  5. ภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร

การพัฒนาส่วนราชการคณะเกษตรที่วิทยาเขตกำแพงแสน

วิวัฒนาการของคณะเกษตรในช่วง พ.ศ.2522 - 2545 เป็นการได้มาและสูญเสียของคณะเกษตรในภาพรวม หลายหน่วยงานแยกตัวเป็นอิสระจากคณะในชื่อใหม่ บทบาทของคณะเกษตรทั้งด้านการเรียนการสอน ตลอดจนการฝึกงานในวิทยาเขตบางเขนได้ลดต่ำลง เนื่องจากมีการขยายทุกภาควิชาไป วิทยาเขตกำแพงแสน ยกเว้นภาควิชาคหกรรมศาสตร์ การก่อตั้งวิทยาเขตกำแพงแสน ทำให้ได้รับประสบการณ์และการเรียนรู้ถึงการเชื่อมโยงแนวความคิดหลักของบูรพาจารย์สำคัญ ซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลและแม่นยำ และตอบปัญหาที่จะเกิดและได้เกิดไว้หลายระดับ ดังนี้

พระองค์เจ้าฯ จักรพันธุ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ (ขณะนั้นเป็นหม่อมเจ้าฯ และเป็นนายกสภา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ทรงดำเนินบทบาทในหลักของความเป็นไปได้ภายใต้ข้อจำกัดที่มี คือใช้หลักของการประนีประนอมและความยืดหยุ่นในการเจรจากับแหล่งทุนเงินกู้ และได้ปรับเปลี่ยน กลยุทธ์เป็นการพัฒนาแบบคู่ขนานระหว่างวิทยาเขตบางเขนกับวิทยาเขตกำแพงแสนซึ่งสามารถจะให้ผลสูงกว่าในเชิงปฏิบัติ ได้ตัดสินพระทัยเพื่อให้ได้มาซึ่งทางเลือกที่เหมาะสม คือ พัฒนาวิทยาเขตกำแพงแสนให้ได้ศักยภาพเพียงพอที่จะทำการเรียนการสอนและการวิจัยด้านการเกษตร และสาขาวิชาที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ศึกษาศาสตร์เกษตร วิศวกรรมชลประทาน วิศวกรรมเกษตร สัตวแพทยศาสตร์ ให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน และพัฒนาสาขาวิชาที่สนับสนุนการพัฒนางานซึ่งจะดำเนินการ ณ วิทยาเขตบางเขนให้มีความก้าวหน้า เพื่อประโยชน์ร่วมกันทั้งสองวิทยาเขต นั่นคือการคงไว้กิจกรรมการเรียนการสอน ของคณะเกษตรที่บางเขน เพราะมี พรบ. และ พรก. รองรับตามกฎหมาย แต่การฝึกงานต้องใช้สถานที่อื่น ๆ ตามแบบอย่างของหลาย ๆ มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เช่น University of Sydney หรือ Tokyo University of Agriculture

ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นบูรพาจารย์ผู้ซึ่งเล็งเห็นปัญหาในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ได้ตระหนักถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นและได้กล่าวเตือน ดังความตอนหนึ่งในหนังสือ "20 ปี เกษตรกำแพงแสน" ว่า

"…การย้ายคนจำนวนมากนั้น จะกระทำได้ยากกว่าการย้ายสถานที่และอาคารหรือย้ายโครงการก่อสร้าง…"

จากวันนั้น ด้วยคำสั่งซึ่งมีผลให้มีการโยกย้ายครุภัณฑ์ และบรรจุอาจารย์ทดแทนเกษียณ รวมทั้งอัตราใหม่ไว้ที่วิทยาเขตกำแพงแสน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดผลกระทบต่อการบริหารทรัพยากร การบริหารจัดการ วิถีชีวิตของบุคลากรงบประมาณ โครงสร้างของคณะเกษตร วิวัฒนาการของคณะเกษตร ได้ผ่านการเรียนรู้ ความเข้าใจ ความแตกต่างและค่านิยมในต่างยุคสมัย แต่ในที่สุดคณะเกษตรก็ยังคงเป็น "คณะเกษตรคณะแรกของประเทศไทย" (Thailand's First Agricultural Academy) เมื่อการประกาศผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งล่าสุด ปี พ.ศ. 2546 พบว่ามีผู้สมัครเรียน วท.บ. (วิทยาศาสตร์เกษตร) ของคณะเกษตรที่วิทยาเขตบางเขนมากเป็นอันดับที่ 5 ของประเทศ จำนวน 2,453 คน แต่รับได้เพียง 100 คน โดยมีคะแนนเฉลี่ยสูงอย่างน่าภูมิใจ แสดงว่านักเรียนให้ความสนใจจะศึกษาในสาขานี้ ซึ่งตรงกับนโยบายของคณะเกษตรที่ไม่เคยผลิตเกษตรกร ออกไปแข่งขันกับเกษตรกรที่มีอยู่ประมาณ 40 ล้านคน แต่จะผลิตบัณฑิตสาขาใหม่เข้าไปช่วยเหลือและเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกร กลุ่มทุน ธนาคาร และผู้ประกอบการ เพื่อจะทำให้เกิดรายได้จากภาคเกษตรเพิ่มมากขึ้นตามนโยบายรัฐบาล นั่นคือบัณฑิตของคณะเกษตรจะต้องร่วมกันสร้างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้สูงขึ้นทั้งระบบร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ของประเทศ

ณ วันนี้ ด้านนโยบายอย่างชัดเจน ของ ศ.ดร.ธรรมศักดิ์ สมมาตย์ ในการเสนอให้คณะเกษตรทั้ง 2 วิทยาเขต มีความเป็นอิสระในการบริหาร แต่ยังคงเกื้อกูลกัน ก่อนที่จะได้รับการดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเกษตร สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในคราวประชุม ครั้งที่ 3/2546 วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2546 ได้เห็นชอบให้ปรับสถานภาพและยกฐานะคณะเกษตร ณ วิทยาเขตกำแพงแสน ขึ้นเป็นหน่วยงานระดับคณะ โดยที่คณะเกษตร ณ วิทยาเขตบางเขน ยังคงเป็นคณะเกษตรตามพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้แต่งตั้ง "คณะกรรมการพัฒนาคณะเกษตรและคณะเกษตร วิทยาเขตกำแพงแสน" โดยมี อธิการบดี (รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์) เป็นประธานและมีกรรมการร่วมอีก 7 คน คือ รศ.ดร.เจษฎา แก้วกัลยา ดร.ศรปราชญ์ ธไนศวรรยางกูร ศ.ดร.ธรรมศักดิ์ สมมาตย์ รศ.ดร.ธงชัย มาลา ศ.เบญจมาศ ศิลาย้อย รศ.ดร.จริงแท้ ศิริพานิช และนายพิชิตชัย ผ่องอุดม ทำหน้าที่พัฒนาคณะเกษตร และคณะเกษตร กำแพงแสน ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของการเกษตรต่อความยั่งยืนของชาติไทยตามกระแสพระราชดำรัสมักจะปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่องในโอกาสต่าง ๆ เช่น พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2453 ในวโรกาสทรงเปิดงาน "กสิกรรมและพานิชการ" (ปัจจุบันคือส่วนของวังสระปทุม และสยามเซ็นเตอร์) มีความตอนหนึ่งว่า

" … อำนาจและความสมบูรณ์ย่อมมีแก่ประเทศที่เจริญด้วยกสิกรรมและพาณิชยการ เพราะเหตุนั้นถึงว่าจะเป็นการที่ทำยากเพียงใด เราควรที่จะพยายามบำรุงกสิกรรมและพาณิชยการให้เจริญขึ้น เพราะเป็นที่ตั้งแห่งความสมบูรณ์ ความสมบูรณ์เป็นที่ตั้งแห่งกำลัง กำลังย่อมเป็นที่ตั้งแห่งอำนาจ..."

พระราชดำรัสของพระพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ปี พ.ศ.2454 ในวโรกาสทรงเปิดงานเดียวกันในปีถัดมา ความตอนหนึ่งว่า

"…ในประเทศเรานี้ไม่มีสิ่งไรจะสำคัญเท่ากสิกรรม…"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประจำปีการศึกษา พ.ศ. 2519 - 2520 ความตอนหนึ่งว่า

"…คำว่าเกษตรศาสตร์ อันเป็นชื่อของมหาวิทยาลัยนี้นั้นฟังมีความหมายจำกัดอยู่เพียงการทำนา แต่ความจริงเกษตรศาสตร์ตามความหมายในปัจจุบันกินความกว้างขวางมาก คือรวมเอาวิชาหรือศาสตร์ทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจิตใจของมนุษย์เข้าไว้เกือบทั้งหมด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงสอนวิชาการสาขาต่างๆมากมายหลายสาขา ทั้งฝ่ายวิทยาศาสตร์ ทั้งฝ่ายศิลปศาสตร์ เรียกได้ว่าครบถ้วนที่จะเป็นมหาวิทยาลัยในความหมายสากลอย่างสมบูรณ์ ยิ่งกว่านั้นวิชาที่จัดสอนรวมทั้งความรู้ความสามารถของผู้สำเร็จการศึกษาออกมาก็มีมาตรฐานสูงเป็นที่รับรองยกย่องทั่วไป แม้ในนานาประเทศ บัณฑิตของมหาวิทยาลัยนี้ก็ออกไปปฏิบัติการในวงงานต่าง ๆ ได้มากหลาย ไม่เฉพาะแต่งานด้านการเกษตร ดังปรากฏผลเป็นที่น่าพอใจอยู่ในบัดนี้…"

พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน พระราชทานแก่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2523

"…เจตนาหรือหลักการของมหาวิทยาลัยนั้น อยู่ที่การเพิ่มผลผลิตทางอาหารและวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่ออุ้มชูส่งเสริมประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรให้มีอยู่ มีกิน มีฐานะมั่นคงขึ้น เพื่อให้ประเทศชาติโดยส่วนรวมมีความผาสุข มั่นคง เป็นอิสระอยู่ได้ต่อไปนั่นเอง …"

ความในกระแสพระราชดำรัสเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคณะเกษตรจะต้องผลิตผู้ช่วยเกษตรกรไปทำงานในการผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) องค์การบริหารส่วนตำบล การตลาดเกษตร ธุรกิจเกษตร การทูตเกษตร นักธุรกิจระดับชาติและนานาชาติ ผู้จัดส่งอาหารสู่ครัวและภัตตาคารไทยและทั่วโลก

การจัดการศึกษาในคณะเกษตร

คณะเกษตร แบ่งการบริหารออกเป็น 9 ภาควิชา โดยรับผิดชอบการเรียนการสอน ในระดับปริญญาตรี 12 สาขา ระดับปริญญาโท 10 สาขา และระดับปริญญาเอก 7 สาขาวิชา ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ภาควิชาและหลักสูตร ตรี     โท     เอก    
กีฏวิทยา x x x
ปฐพีวิทยา x x x
พืชไร่นา x x x
พืชสวน x x x
โรคพืช x x x
สัตวบาล x x x
ส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร x x -
เกษตรกลวิธาน x - -
คหกรรมศาสตร์ x x -
การจัดการศัตรูพืช* x - -
เคมีการเกษตร* x - -
เทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร*     x - -
วิทยาศาสตร์เกษตร* x - -
การสื่อสารเพื่อการพัฒนา** *** - x -
เกษตรเขตร้อน* *** - x x

*หลักสูตรสหวิทยาการ  **ภาคพิเศษ   ***หลักสูตรนานาชาติ

ผลงานทางวิชาการ

คณะเกษตรได้ดำเนินการพัฒนาความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร และถ่ายทอดสู่สังคม เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับภาคการเกษตรของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเพื่อประโยชน์และเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยในรอบหลายปีที่ผ่านมามีผลงานทางวิชาการส่วนหนึ่งที่สำคัญ ดังนี้

การวิจัย

งานวิจัยนับได้ว่าเป็นงานสำคัญประการหนึ่งของคณาจารย์ในคณะเกษตร เพราะนอกจากจะได้องค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อนำมาสอนนิสิตแล้ว ยังสามารถเผยแพร่ออกไปสู่การปฏิบัติ ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าขึ้นในประเทศ ดังตัวอย่างโครงการวิจัยที่คณะเกษตรได้ดำเนินการ ดังนี้

การบริการวิชาการ

การบริการวิชาการเป็นหน้าที่หลักอีกประการหนึ่งที่คณาจารย์ของคณะเกษตรปฏิบัติอยู่เป็นประจำ โดยมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว แต่ก็มีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้แก่ประชาชน เช่น

กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการนิสิต

คณะเกษตร ได้ส่งเสริมสนับสนุนให้นิสิตได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน ในการดำเนินกิจกรรมบริการทางสังคมในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาให้นิสิตมีคุณภาพ ทั้งในด้านความรู้ คุณธรรมจริยธรรม มีมนุษยสัมพันธ์ รวมถึงเป็นผู้ที่ตระหนักในหน้าที่ที่ทุกคนควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมโดยส่วนรวม โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นตัวอย่าง ดังนี้

ทุนการศึกษา

ในแต่ละปีการศึกษา คณะเกษตร ได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนานิสิตคณะเกษตร เพื่อสนับสนุนในด้านการศึกษาแก่นิสิตที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ นอกจากนี้คณะฯ ยังได้รับความอนุเคราะห์เงินทุนดังกล่าวจากหน่วยงานและบริษัทต่าง ๆ ทั้งประเภทจ่ายอย่างต่อเนื่องและจ่ายขาด เพื่อมอบทุนการศึกษาให้แก่นิสิตในทุกปีการศึกษา ดังเช่น

ทุนจากหน่วยงานและบริษัทต่าง ๆ เช่น
  • มูลนิธิจุมภฎ-พันธ์ทิพย์
  • ดาวอะโกรไซแอนส์ (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัทบางกอกอะกริซัพพลาย จำกัด
  • รศ.ดร.สำอาง ศรีนิลทา
  • คุณพ่อชม-คุณแม่วัง พฤกษาชีวะ
  • เครือเจริญโภคภัณฑ์
  • ธนาคารไดอิจิคังเงียว จำกัด (660 เหรียญสหรัฐ)
  • พระราชานุเคราะห์สมเด็จพระเทพฯ
  • ทุนมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โควตาบุตรเกษตรกร

ตามนโยบายพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาตามแผนพัฒนาการศึกษาของชาติ มุ่งที่จะเพิ่มโอกาสทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้แก่ส่วนท้องถิ่นมากขึ้นเพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณภาพ คุณธรรม และจริยธรรมสามารถประกอบอาชีพที่สนองตอบต่อเป้าหมายในการพัฒนาประเทศได้นั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีนโยบายที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาดังกล่าว โดยให้ความสำคัญกับการผลิตบัณฑิตในสาขาที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศ และพัฒนาวิชาการด้านวิทยาศาสตร์เกษตรให้ตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง

คณะเกษตรได้สนองนโยบายข้างต้นในการเพิ่มโอกาสการศึกษาแก่บุตรเกษตรกร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพของผู้ผลิตทางการเกษตร โดยคณะเกษตรได้จัดโครงการส่งเสริมโอกาสศึกษาแก่นักเรียนที่เป็นบุตรเกษตรกร 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (เกษตรศาสตร์) หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (เกษตรกลวิธาน) หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (เทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร

โครงการความร่วมมือกับต่างประเทศ

คณะเกษตรได้เล็งเห็นความสำคัญในการศึกษาระดับนานาชาติโดยได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ เพื่อดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ ที่เห็นชอบร่วมกันกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ โดยมีการแลกเปลี่ยนนิสิตฝึกงาน ร่วมมือทางวิชาการ และอื่น ๆ เช่น

การพัฒนาคณะเกษตรในทศวรรษต่อไป

ในการพัฒนาคณะเกษตรสู่ความรุ่งเรืองในอนาคตนั้น คณะเกษตรได้จัดทำยุทธศาสตร์ของคณะเกษตร ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม 2546 โดยผ่านการระดมสมองของคณาจารย์ จำนวน 100 คน ในคณะเกษตร ถึง 3 ครั้ง และผ่านคณะกรรมการประจำคณะ อีก 3 ครั้ง ซึ่งได้ผลลัพธ์วิสัยทัศน์ พันธกิจ/ภารกิจ เป้าหมายหลัก ตัวชี้วัดสัมฤทธิผลทางการศึกษา ค่านิยมร่วม ขีดความสามารถหลัก และยุทธศาสตร์หลัก 9 ข้อ โดยมีโครงการ (action plan) รองรับยุทธศาสตร์ดังกล่าวที่สามารถปฏิบัติได้ทันที จำนวนรวมทั้งสิ้น 173 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่จะเริ่มทำในปี พ.ศ. 2547 จำนวน 157 โครงการ ในปี พ.ศ. 2548 จำนวน 16 โครงการ โดยคาดว่าทุกโครงการจะดำเนินการได้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 5 ปี

วิสัยทัศน์ (Vision)

เป็นผู้นำในการผลิตบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์เกษตร มีความเป็นเลิศทางวิชาการ คุณธรรมและ จริยธรรม

พันธกิจ/ภารกิจ (Mission)

  1. ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม และจริยธรรม เป็นผู้นำของสังคม
  2. สร้างงานวิจัยและองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและเพิ่มมูลค่าผลิตผลเกษตรเพื่อการส่งออก
  3. พัฒนาบุคลากรให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ คุณธรรม และจริยธรรม
  4. สืบสานศิลปวัฒนธรรม ทำนุบำรุงศาสนา และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม
  5. สร้างคณะเกษตรให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทางการเกษตรในระดับสากล
  6. บริหารและจัดการคณะเกษตรให้เป็นองค์กรธรรมรัฐ

.... ต่อใน ยุทธศาสตร์คณะเกษตร

สหกิจศึกษา
(Co-operative Education)

เมื่อวันที่ 24 - 26 ตุลาคม 2546 นี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้จัดให้มีการสัมมนาและศึกษาดูงาน "ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ก้าวไกลสู่การพัฒนารูปแบบสหกิจศึกษา มก." ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งคณะเกษตรได้มอบให้ รศ.ดร.สมนึก วงศ์ทอง รองคณบดีฝ่ายการศึกษา และ ดร.สุเทพ ทองแพ รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต เข้าร่วมการสัมมนา


สหกิจศึกษา (Co - operative Education) เป็นระบบการศึกษาซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลที่ควรนำมาใช้ในปัจจุบันเพื่อให้กระบวนการเรียนรู้สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้อย่างแท้จริง เพราะเป็นระบบการศึกษาที่จะทำให้ได้บัณฑิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของสถานประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชน โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและสถานประกอบการดังกล่าว จะสามารถจัดให้มีกระบวนการทางการศึกษา ซึ่งนิสิต หรือนักศึกษา จะได้เรียนรู้ในสถานศึกษา และปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการในฐานะพนักงานชั่วคราว มีหน้าที่รับผิดชอบที่แน่นอน ทำงานเต็มเวลา(Full Time) 1 ภาคการศึกษา(16 สัปดาห์ หรือ 4 เดือน) ในตำแหน่งผู้ช่วยนักวิชาการ และมีค่าตอบแทนตามสมควร

สหกิจศึกษา จะช่วยให้ได้รับประสบการณ์จริง ได้รับทราบว่ายังขาดความรู้ในเรื่องใด สามารถพัฒนาตนในการอยู่ร่วมกับสังคม ปฏิบัติตนให้เหมาะสมต่อผู้ร่วมงานและผู้บริหาร รวมทั้งได้เรียนรู้ในความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นการพัฒนาตนก่อนที่จะสำเร็จการศึกษาซึ่งเป็นรูปแบบที่มีคุณค่าเหนือกว่าการฝึกงาน

รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้นโยบายให้หน่วยงานทุกคณะและทุกภาควิชาเตรียมการดำเนินการใช้ระบบสหกิจศึกษาโดยการกำหนดไว้ในหลักสูตรการศึกษา ทั้งนี้ ให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ภาคต้นปีการศึกษา 2547 (มิถุนายน) เป็นต้นไป

คณะเกษตร มีนโยบายที่จะดำเนินการด้านสหกิจศึกษาให้เป็นไปตามแนวทางที่อธิการบดีกำหนด โดยมีกองบริการการศึกษาเป็นผู้กำกับนโยบาย

IP ADDRESS

เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2546 เครือข่ายคณะเกษตร ได้ทดลองใช้ระบบ DHCP (Dynamic Host Configuration Protocol) เนื่องจากระบบหมายเลขเดิม จำนวน 254 หมายเลขเมื่อจัดสรรไปแล้วแบบ fixed ก็ใช้ได้ดีมาระยะหนึ่ง แต่มาในปัจจุบัน เครื่องคอมพิวเตอร์ในคณะเกษตร วิทยาเขตบางเขน ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอีก จนเริ่มเกิดการขาดแคลนหมายเลขไอพี ขณะนี้ทางสำนักบริการคอมพิวเตอร์ ได้ติดตั้งระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless Local Area Network - ซึ่งก็ต้องการหมายเลขไอพีอัตโนมัติด้วย) ให้บริเวณตึกคณะเกษตร 2 จุดและ ตึกจรัดฯ 1 จุด ในการนี้ ทำให้มีความจำเป็น ต้องนำระบบหมายเลขอัตโนมัติมาใช้ในคณะเกษตร


SciFinder 2004

ฐานข้อมูล online สำหรับนักวิจัย นิสิต โดยสำนักวิจัยและพัฒนา ฯ ร่วมกับสำนักหอสมุด มก. ....รายละเอียด


LIFE

http://life.ku.ac.th เป็นระบบหนังสือเวียนใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เริ่มทดลองใช้มาตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2546 ....รายละเอียด