| มก. ส.มก. คณะเกษตรกำแพงแสน |
![]() |
ไทย English กลับไปโฮมเพจเดิม |
พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน พระราชทานแก่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2523
"…เจตนาหรือหลักการของมหาวิทยาลัยนั้น อยู่ที่การเพิ่มผลผลิตทางอาหารและวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่ออุ้มชูส่งเสริมประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรให้มีอยู่ มีกิน มีฐานะมั่นคงขึ้น เพื่อให้ประเทศชาติโดยส่วนรวมมีความผาสุข มั่นคง เป็นอิสระอยู่ได้ต่อไปนั่นเอง …"
การเกษตร อาหารโลก
และคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ความอดอยากของโลกในอดีต (World Famine)
ในระหว่างปี พ.ศ. 2388-2393 เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนในยุโรปอดอยากและเสียชีวิตมากโดยเฉพาะในประเทศไอร์แลนด์ ทำให้ผู้คนอพยพไปแสวงหาที่ทำกิน ณ ดินแดนที่ค้นพบใหม่ ซึ่งหมายถึงดินแดนอันเป็นที่ตั้งของประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ในจำนวนผู้อพยพมากมายประมาณล้านคนนี้มีตระกูลสำคัญซึ่งต่อมามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก ตระกูลที่รู้จักกันทั่วโลก ได้แก่ เคนเนดี้ ฟอร์ด ร็อคกี้เฟลเลอร์ และ
สถาบันพระมหากษัตริย์กับการเกษตรไทย
ประเทศไทยในสมัยนั้นไม่ได้ประสบความอดอยากยากแค้นเช่นชาวยุโรป แต่เพียบพร้อมไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ ประชาชน 8 ล้านคนมีความสุขร่มเย็นอยู่ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ในรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394-2411) ข่าวทุพภิกขภัยของชาวยุโรปได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลกจึงเป็นที่แน่ใจได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงสยามย่อมจะได้ทรงสดับข่าวและทรงตระหนักในสถานการณ์ของโลกดี แม้แต่ข่าวเรือไททานิคจมในปี พ.ศ.2455 ก็แพร่หลายมาทางตะวันออกไกลจากการย้ายถิ่นฐานไปสู่โลกใหม่ เป็นต้น
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411-2453) ได้เจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากได้ทรงเล็งเห็นความสำคัญของความเจริญทางด้านวิทยาการในทุกสาขา รวมทั้งความสำคัญในด้านการเกษตรด้วย ดังจะเห็นได้จากการที่ได้ทรงกำหนดตราสัญญลักษณ์ประจำพระองค์ ให้กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ "ราชวัลลภ" ซึ่งเป็นรูปคชสีห์สองตัวขนาบโล่ห์ รูปช้างสามเศียร แสดงถึงพระราชอำนาจที่ขยายอาณาเขตไปรอบทิศ คชสีห์ตัวหนึ่งถือดาบและโล่ โดยที่คชสีห์อีกตัวหนึ่งนั้นถือช่อรวงข้าวและเคียว ซึ่งสัญลักษณ์นี้สื่อให้รู้ว่า พระองค์ให้ความสำคัญกับการปกครอง ความมีอยู่มีกิน และความสมบูรณ์พูนสุขของประชาชน นอกจากนั้นยังทรงเห็นว่าความเจริญรุ่งเรืองของชาติเกิดจากการได้รับเงินตราต่างประเทศที่ขายข้าว น้ำตาล และสินค้าเกษตรออกไป ด้วยเหตุนี้ในยุคนั้นไทยจึงมีความก้าวหน้าโดยการหาซื้อเทคโนโลยีมาใช้ในประเทศไทยจนล้ำหน้าประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ในโอกาสครบรอบ 150 ปี พระราชสมภพในวันที่ 20 กันยายน 2546 ทางองค์การ UNESCO ได้ประกาศเทิดพระเกียรติคุณ (post mortal decoration) แด่รัชกาลที่ 5 ว่าเป็นกษัตริย์นักพัฒนาใน 5 ด้านด้วยกัน
ผลงานด้านการเกษตรของพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ก็เป็นที่ประจักษ์ต่อปวงชนชาวไทยมากว่า 50 ปี และในปี พ.ศ.2549 พระองค์ก็จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกและพระองค์เดียวของโลกที่ครองราชย์ครบ 60 ปี "พัชราภิเษก" (Diamon Jubilee) นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังได้ถวายพระนามว่า "กษัตริย์เกษตร" พร้อมปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ หลายฉบับ ย่อมจะนำมาซึ่งการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ด้วยผลงานทางการเกษตรอีกมากมาย อย่างไรก็ตาม คณะเกษตรได้เล็งเห็นในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันหลักแห่งนี้เป็นที่ยิ่ง ดังจะเห็นได้จากการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่องค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมารในปี พ.ศ.2545 และพ.ศ. 2546 โดยเทิดพระเกียรติเป็น "เกษตรยุพราชสดุดี" และ "สมเด็จพระบรมโอรสาฯ เกษตราบดี" ตามลำดับ
ประวัติการศึกษาเกษตรศาสตร์
ในปี พ.ศ.2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดให้ส่งนักเรียนไทยหลายคน ไปศึกษาต่อที่ยุโรป เช่น
ทั้งสองท่านได้กลับมารับราชการสนองเบื้องพระยุคลบาทโดยตลอดจนกระทั่ง นายโห้ กาญจนดิษฐ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "พระยาเทพศาสตร์สถิตย์" และนายสนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี" (รมต. กระทรวงเกษตราธิการ) ซึ่งมีบทบาทในการริเริ่มสร้างสรรค์ระบบการศึกษาด้านการเกษตรของประเทศไทยจนทำให้การเกษตรพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ปี พ.ศ. 2460 พระยาเทพศาสตร์สถิตย์ และเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ได้ร่วมกันริเริ่มสร้างโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมขึ้นที่ ต. หอวัง เยื้องกับสนามกีฬาแห่งชาติ แต่นิสิตต้องไปเรียนบางวิชาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปี พ.ศ.2461 ได้ย้ายโรงเรียนไปที่ ต.พระประโทน จ.นครปฐม
ในเวลาต่อมา หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤษดากร และเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ได้ให้นโยบายว่า ควรจะมีการตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมขึ้นใน 4 ภาค โดยในภาคกลางตั้งที่บางกอกน้อย ภาคเหนือตั้งที่ อ.แม่โจ้ ภาคอีสานตั้งที่ ต.ทับกวาง และภาคใต้ตั้ง ต. คอหงษ์ จากนั้นก็ได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว
ปี พ.ศ.2477 จากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงได้มีการยุบโรงเรียนทั้งหมดไปอยู่ที่ อ. แม่โจ้ จ. เชียงใหม่ แห่งเดียวเป็นโรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรม แต่อีกไม่นานโรงเรียนแห่งนี้ก็ได้ยุบเลิกไปเนื่องจากการปรับระบบราชการในกระทรวงธรรมการ
ปี พ.ศ.2477 ได้จัดตั้งวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ อ. แม่โจ้ จ. เชียงใหม่ อีกตามความต้องการของกระทรวงเกษตราธิการ
ปี พ.ศ.2482 เนื่องจากกระทรวงเกษตราธิการมีสถานีกสิกรรมอยู่ที่ อ. บางเขน จึงได้ย้ายวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาอยู่ที่ อ. บางเขนและให้ส่วนราชการที่ อ. แม่โจ้เป็นโรงเรียนเตรียมเกษตรศาสตร์เพื่อเตรียมนิสิตให้วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อไป
ปี พ.ศ.2484 วิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขนเริ่มรับนิสิตรุ่นแรก (ด้วยการนับรุ่นนี้จึงทำให้รุ่นของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีอายุมากกว่ามหาวิทยาลัย 2 ปี)
ปี พ.ศ. 2486 วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยมีหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ เป็นอธิการบดีท่านแรก และดำเนินกิจการแบบเดียวกับมหาวิทยาลัยการเกษตรในต่างประเทศ
ถึงวันนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีอายุครบ 60 ปี โดยที่ระยะแรกจะเป็นมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวกับการเกษตร (Agricultural University) แต่ระยะหลัง 30 ปีกว่านี้มหาวิทยาลัยได้ปรับตัวเป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ (Comprehensive University) โดยมีคณะต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะมีอายุครบรอบเพียง 60 ปี แต่การเรียนการสอนด้านวิชาการเกษตรนั้นได้ดำเนินการมาแล้วไม่น้อยกว่า 85 ปี ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ของ Prof. Dr. Lindsay Falvey (พ.ศ.2544) ได้บันทึกว่า กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นผู้กำหนดหลักสูตรเกษตรศาสตร์ขึ้นในโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ซึ่งต่อมาได้ยกฐานะขึ้นเป็นจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และนักเรียนฝึกหัดครูที่โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมต้องไปเรียนวิชาชีวและเคมีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเกษตร ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2486 ตาม พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2486 โดยมีชื่อเรียกว่า "คณะเกษตรศาสตร์" เปิดสอนหลักสูตรกสิกรรมและสัตวบาล โดยจัดหลักสูตร 5 ปี สำหรับปริญญาตรีและ 3 ปี สำหรับอนุปริญญา แบ่งเป็น 5 แผนกดังนี้
|
|
ในปี พ.ศ. 2495 คณะเกษตรศาสตร์ ได้แบ่งออกเป็น 6 แผนก คือ
|
|
ในปี พ.ศ. 2497 เป็นปีแรกที่คณะและมหาวิทยาลัยเริ่มเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโทหลักสูตรแรก คือ หลักสูตรปริญญากสิกรรมและสัตวบาลมหาบัณฑิต สาขาวิชาสัตวบาล ของคณะเกษตรศาสตร์ โดยมหาบัณฑิตคนแรกเป็นชาวฟิลิปปินส์ชื่อ Ferado G. นอกจากนี้ยังได้เปลี่ยนชื่อจาก "คณะเกษตรศาสตร์" เป็น "คณะกสิกรรมและสัตวบาล" โดยเพิ่มแผนกเคหเศรษฐศาสตร์ขึ้นอีก 1 แผนก และเปลี่ยนชื่อแผนกฟิสิกส์และเคมีเป็นแผนกเคมี
ในปี พ.ศ. 2509 ได้ตราพระราชกฤษฎีกาจัดแบ่งคณะในมหาวิทยาลัยเมื่อ 1 มีนาคม 2509 และเปลี่ยนชื่อ "คณะกสิกรรมและสัตวบาล" เป็น "คณะเกษตร" พร้อมกับแบ่งส่วนราชการใหม่เป็น 8 แผนกวิชา ดังนี้
สำหรับการฝึกปฏิบัติภาคสนามนั้น คณะเกษตรมีสถานีฝึกงานนิสิตที่ไร่สุวรรณวาจกกสิกิจ ปากช่อง ทับกวาง ศรีราชา และกำแพงแสน
ปี พ.ศ. 2511 ได้เปลี่ยนหลักสูตรปริญญาตรีเป็น 4 ปี
ปี พ.ศ. 2512 มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และแบ่งภาควิชาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเปลี่ยนจาก "แผนกวิชา" เป็น "ภาควิชา" ทุกคณะ และเริ่มจัดตั้งส่วนราชการที่เรียกว่า "สำนักงานเลขานุการ" อยู่ในสังกัดคณะด้วย และในปีนี้ได้ตัด "แผนกวิชาเกษตรนิเทศ" ออกจากคณะเกษตรเพื่อไปจัดตั้งสำนักใหม่
ในปี พ.ศ. 2518 มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2518 ได้เพิ่มภาควิชาใหม่ในคณะเกษตร แทนภาควิชากีฏวิทยาและโรคพืช กับภาควิชาพืชศาสตร์ที่มีอยู่เดิม 4 ภาควิชา คือ
|
|
ปี พ.ศ. 2521 ได้เริ่มดำเนินการสอนหลักสูตรปริญญาเอก สาขาวิชากีฏวิทยาและสาขาวิชาปฐพีวิทยา ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2521 เป็นต้นไป และมีดุษฎีบัณฑิตคนแรก คือ ดร.วิวัฒน์ เสือสะอาด ในสาขากีฏวิทยา
ปี พ.ศ. 2522 ได้เริ่มดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนที่วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นวันเปิดการเรียนภาคปลาย ปีการศึกษา 2522 โดยเริ่มให้นิสิตปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 และ 4 หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (เกษตรศาสตร์) ไปศึกษาและฝึกงานและพักประจำในหอพักของวิทยาเขต ปี พ.ศ. 2523 มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2523 คณะเกษตรไม่มีภาควิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร (ซึ่งต่อมาคือคณะอุตสาหกรรมเกษตร)
ปี พ.ศ. 2527 มีประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่องการแบ่งส่วนราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2527 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527 ได้กำหนดให้มีภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตรในคณะเกษตร ปัจจุบันได้แบ่งส่วนราชการของคณะเกษตร ตามพระราชกฤษฎีกา ดังนี้
|
|
การพัฒนาส่วนราชการคณะเกษตรที่วิทยาเขตกำแพงแสน
วิวัฒนาการของคณะเกษตรในช่วง พ.ศ.2522 - 2545 เป็นการได้มาและสูญเสียของคณะเกษตรในภาพรวม หลายหน่วยงานแยกตัวเป็นอิสระจากคณะในชื่อใหม่ บทบาทของคณะเกษตรทั้งด้านการเรียนการสอน ตลอดจนการฝึกงานในวิทยาเขตบางเขนได้ลดต่ำลง เนื่องจากมีการขยายทุกภาควิชาไป วิทยาเขตกำแพงแสน ยกเว้นภาควิชาคหกรรมศาสตร์ การก่อตั้งวิทยาเขตกำแพงแสน ทำให้ได้รับประสบการณ์และการเรียนรู้ถึงการเชื่อมโยงแนวความคิดหลักของบูรพาจารย์สำคัญ ซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลและแม่นยำ และตอบปัญหาที่จะเกิดและได้เกิดไว้หลายระดับ ดังนี้
พระองค์เจ้าฯ จักรพันธุ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ (ขณะนั้นเป็นหม่อมเจ้าฯ และเป็นนายกสภา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ทรงดำเนินบทบาทในหลักของความเป็นไปได้ภายใต้ข้อจำกัดที่มี คือใช้หลักของการประนีประนอมและความยืดหยุ่นในการเจรจากับแหล่งทุนเงินกู้ และได้ปรับเปลี่ยน กลยุทธ์เป็นการพัฒนาแบบคู่ขนานระหว่างวิทยาเขตบางเขนกับวิทยาเขตกำแพงแสนซึ่งสามารถจะให้ผลสูงกว่าในเชิงปฏิบัติ ได้ตัดสินพระทัยเพื่อให้ได้มาซึ่งทางเลือกที่เหมาะสม คือ พัฒนาวิทยาเขตกำแพงแสนให้ได้ศักยภาพเพียงพอที่จะทำการเรียนการสอนและการวิจัยด้านการเกษตร และสาขาวิชาที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ศึกษาศาสตร์เกษตร วิศวกรรมชลประทาน วิศวกรรมเกษตร สัตวแพทยศาสตร์ ให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน และพัฒนาสาขาวิชาที่สนับสนุนการพัฒนางานซึ่งจะดำเนินการ ณ วิทยาเขตบางเขนให้มีความก้าวหน้า เพื่อประโยชน์ร่วมกันทั้งสองวิทยาเขต นั่นคือการคงไว้กิจกรรมการเรียนการสอน ของคณะเกษตรที่บางเขน เพราะมี พรบ. และ พรก. รองรับตามกฎหมาย แต่การฝึกงานต้องใช้สถานที่อื่น ๆ ตามแบบอย่างของหลาย ๆ มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เช่น University of Sydney หรือ Tokyo University of Agriculture
ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นบูรพาจารย์ผู้ซึ่งเล็งเห็นปัญหาในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ได้ตระหนักถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นและได้กล่าวเตือน ดังความตอนหนึ่งในหนังสือ "20 ปี เกษตรกำแพงแสน" ว่า
"…การย้ายคนจำนวนมากนั้น จะกระทำได้ยากกว่าการย้ายสถานที่และอาคารหรือย้ายโครงการก่อสร้าง…"
จากวันนั้น ด้วยคำสั่งซึ่งมีผลให้มีการโยกย้ายครุภัณฑ์ และบรรจุอาจารย์ทดแทนเกษียณ รวมทั้งอัตราใหม่ไว้ที่วิทยาเขตกำแพงแสน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดผลกระทบต่อการบริหารทรัพยากร การบริหารจัดการ วิถีชีวิตของบุคลากรงบประมาณ โครงสร้างของคณะเกษตร วิวัฒนาการของคณะเกษตร ได้ผ่านการเรียนรู้ ความเข้าใจ ความแตกต่างและค่านิยมในต่างยุคสมัย แต่ในที่สุดคณะเกษตรก็ยังคงเป็น "คณะเกษตรคณะแรกของประเทศไทย" (Thailand's First Agricultural Academy) เมื่อการประกาศผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งล่าสุด ปี พ.ศ. 2546 พบว่ามีผู้สมัครเรียน วท.บ. (วิทยาศาสตร์เกษตร) ของคณะเกษตรที่วิทยาเขตบางเขนมากเป็นอันดับที่ 5 ของประเทศ จำนวน 2,453 คน แต่รับได้เพียง 100 คน โดยมีคะแนนเฉลี่ยสูงอย่างน่าภูมิใจ แสดงว่านักเรียนให้ความสนใจจะศึกษาในสาขานี้ ซึ่งตรงกับนโยบายของคณะเกษตรที่ไม่เคยผลิตเกษตรกร ออกไปแข่งขันกับเกษตรกรที่มีอยู่ประมาณ 40 ล้านคน แต่จะผลิตบัณฑิตสาขาใหม่เข้าไปช่วยเหลือและเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกร กลุ่มทุน ธนาคาร และผู้ประกอบการ เพื่อจะทำให้เกิดรายได้จากภาคเกษตรเพิ่มมากขึ้นตามนโยบายรัฐบาล นั่นคือบัณฑิตของคณะเกษตรจะต้องร่วมกันสร้างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้สูงขึ้นทั้งระบบร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ของประเทศ
ณ วันนี้ ด้านนโยบายอย่างชัดเจน ของ ศ.ดร.ธรรมศักดิ์ สมมาตย์ ในการเสนอให้คณะเกษตรทั้ง 2 วิทยาเขต มีความเป็นอิสระในการบริหาร แต่ยังคงเกื้อกูลกัน ก่อนที่จะได้รับการดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเกษตร สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในคราวประชุม ครั้งที่ 3/2546 วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2546 ได้เห็นชอบให้ปรับสถานภาพและยกฐานะคณะเกษตร ณ วิทยาเขตกำแพงแสน ขึ้นเป็นหน่วยงานระดับคณะ โดยที่คณะเกษตร ณ วิทยาเขตบางเขน ยังคงเป็นคณะเกษตรตามพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้แต่งตั้ง "คณะกรรมการพัฒนาคณะเกษตรและคณะเกษตร วิทยาเขตกำแพงแสน" โดยมี อธิการบดี (รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์) เป็นประธานและมีกรรมการร่วมอีก 7 คน คือ รศ.ดร.เจษฎา แก้วกัลยา ดร.ศรปราชญ์ ธไนศวรรยางกูร ศ.ดร.ธรรมศักดิ์ สมมาตย์ รศ.ดร.ธงชัย มาลา ศ.เบญจมาศ ศิลาย้อย รศ.ดร.จริงแท้ ศิริพานิช และนายพิชิตชัย ผ่องอุดม ทำหน้าที่พัฒนาคณะเกษตร และคณะเกษตร กำแพงแสน ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย
อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของการเกษตรต่อความยั่งยืนของชาติไทยตามกระแสพระราชดำรัสมักจะปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่องในโอกาสต่าง ๆ เช่น พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2453 ในวโรกาสทรงเปิดงาน "กสิกรรมและพานิชการ" (ปัจจุบันคือส่วนของวังสระปทุม และสยามเซ็นเตอร์) มีความตอนหนึ่งว่า
" … อำนาจและความสมบูรณ์ย่อมมีแก่ประเทศที่เจริญด้วยกสิกรรมและพาณิชยการ เพราะเหตุนั้นถึงว่าจะเป็นการที่ทำยากเพียงใด เราควรที่จะพยายามบำรุงกสิกรรมและพาณิชยการให้เจริญขึ้น เพราะเป็นที่ตั้งแห่งความสมบูรณ์ ความสมบูรณ์เป็นที่ตั้งแห่งกำลัง กำลังย่อมเป็นที่ตั้งแห่งอำนาจ..."
พระราชดำรัสของพระพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ปี พ.ศ.2454 ในวโรกาสทรงเปิดงานเดียวกันในปีถัดมา ความตอนหนึ่งว่า
"…ในประเทศเรานี้ไม่มีสิ่งไรจะสำคัญเท่ากสิกรรม…"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประจำปีการศึกษา พ.ศ. 2519 - 2520 ความตอนหนึ่งว่า
"…คำว่าเกษตรศาสตร์ อันเป็นชื่อของมหาวิทยาลัยนี้นั้นฟังมีความหมายจำกัดอยู่เพียงการทำนา แต่ความจริงเกษตรศาสตร์ตามความหมายในปัจจุบันกินความกว้างขวางมาก คือรวมเอาวิชาหรือศาสตร์ทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจิตใจของมนุษย์เข้าไว้เกือบทั้งหมด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงสอนวิชาการสาขาต่างๆมากมายหลายสาขา ทั้งฝ่ายวิทยาศาสตร์ ทั้งฝ่ายศิลปศาสตร์ เรียกได้ว่าครบถ้วนที่จะเป็นมหาวิทยาลัยในความหมายสากลอย่างสมบูรณ์ ยิ่งกว่านั้นวิชาที่จัดสอนรวมทั้งความรู้ความสามารถของผู้สำเร็จการศึกษาออกมาก็มีมาตรฐานสูงเป็นที่รับรองยกย่องทั่วไป แม้ในนานาประเทศ บัณฑิตของมหาวิทยาลัยนี้ก็ออกไปปฏิบัติการในวงงานต่าง ๆ ได้มากหลาย ไม่เฉพาะแต่งานด้านการเกษตร ดังปรากฏผลเป็นที่น่าพอใจอยู่ในบัดนี้…"
พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน พระราชทานแก่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2523
ความในกระแสพระราชดำรัสเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคณะเกษตรจะต้องผลิตผู้ช่วยเกษตรกรไปทำงานในการผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) องค์การบริหารส่วนตำบล การตลาดเกษตร ธุรกิจเกษตร การทูตเกษตร นักธุรกิจระดับชาติและนานาชาติ ผู้จัดส่งอาหารสู่ครัวและภัตตาคารไทยและทั่วโลก"…เจตนาหรือหลักการของมหาวิทยาลัยนั้น อยู่ที่การเพิ่มผลผลิตทางอาหารและวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่ออุ้มชูส่งเสริมประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรให้มีอยู่ มีกิน มีฐานะมั่นคงขึ้น เพื่อให้ประเทศชาติโดยส่วนรวมมีความผาสุข มั่นคง เป็นอิสระอยู่ได้ต่อไปนั่นเอง …"
การจัดการศึกษาในคณะเกษตร
คณะเกษตร แบ่งการบริหารออกเป็น 9 ภาควิชา โดยรับผิดชอบการเรียนการสอน ในระดับปริญญาตรี 12 สาขา ระดับปริญญาโท 10 สาขา และระดับปริญญาเอก 7 สาขาวิชา ดังรายละเอียดต่อไปนี้
| ภาควิชาและหลักสูตร | ตรี | โท | เอก |
| กีฏวิทยา | x | x | x |
| ปฐพีวิทยา | x | x | x |
| พืชไร่นา | x | x | x |
| พืชสวน | x | x | x |
| โรคพืช | x | x | x |
| สัตวบาล | x | x | x |
| ส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร | x | x | - |
| เกษตรกลวิธาน | x | - | - |
| คหกรรมศาสตร์ | x | x | - |
| การจัดการศัตรูพืช* | x | - | - |
| เคมีการเกษตร* | x | - | - |
| เทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร* | x | - | - |
| วิทยาศาสตร์เกษตร* | x | - | - |
| การสื่อสารเพื่อการพัฒนา** *** | - | x | - |
| เกษตรเขตร้อน* *** | - | x | x |
*หลักสูตรสหวิทยาการ **ภาคพิเศษ ***หลักสูตรนานาชาติ
ผลงานทางวิชาการ
คณะเกษตรได้ดำเนินการพัฒนาความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร และถ่ายทอดสู่สังคม เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับภาคการเกษตรของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเพื่อประโยชน์และเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยในรอบหลายปีที่ผ่านมามีผลงานทางวิชาการส่วนหนึ่งที่สำคัญ ดังนี้
การวิจัย
งานวิจัยนับได้ว่าเป็นงานสำคัญประการหนึ่งของคณาจารย์ในคณะเกษตร เพราะนอกจากจะได้องค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อนำมาสอนนิสิตแล้ว ยังสามารถเผยแพร่ออกไปสู่การปฏิบัติ ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าขึ้นในประเทศ ดังตัวอย่างโครงการวิจัยที่คณะเกษตรได้ดำเนินการ ดังนี้
การบริการวิชาการ
การบริการวิชาการเป็นหน้าที่หลักอีกประการหนึ่งที่คณาจารย์ของคณะเกษตรปฏิบัติอยู่เป็นประจำ โดยมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว แต่ก็มีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้แก่ประชาชน เช่น
กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการนิสิต
คณะเกษตร ได้ส่งเสริมสนับสนุนให้นิสิตได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน ในการดำเนินกิจกรรมบริการทางสังคมในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาให้นิสิตมีคุณภาพ ทั้งในด้านความรู้ คุณธรรมจริยธรรม มีมนุษยสัมพันธ์ รวมถึงเป็นผู้ที่ตระหนักในหน้าที่ที่ทุกคนควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมโดยส่วนรวม โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นตัวอย่าง ดังนี้
ทุนการศึกษา
ในแต่ละปีการศึกษา คณะเกษตร ได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนานิสิตคณะเกษตร เพื่อสนับสนุนในด้านการศึกษาแก่นิสิตที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ นอกจากนี้คณะฯ ยังได้รับความอนุเคราะห์เงินทุนดังกล่าวจากหน่วยงานและบริษัทต่าง ๆ ทั้งประเภทจ่ายอย่างต่อเนื่องและจ่ายขาด เพื่อมอบทุนการศึกษาให้แก่นิสิตในทุกปีการศึกษา ดังเช่น
|
|
โควตาบุตรเกษตรกร
ตามนโยบายพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาตามแผนพัฒนาการศึกษาของชาติ มุ่งที่จะเพิ่มโอกาสทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้แก่ส่วนท้องถิ่นมากขึ้นเพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณภาพ คุณธรรม และจริยธรรมสามารถประกอบอาชีพที่สนองตอบต่อเป้าหมายในการพัฒนาประเทศได้นั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีนโยบายที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาดังกล่าว โดยให้ความสำคัญกับการผลิตบัณฑิตในสาขาที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศ และพัฒนาวิชาการด้านวิทยาศาสตร์เกษตรให้ตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง
คณะเกษตรได้สนองนโยบายข้างต้นในการเพิ่มโอกาสการศึกษาแก่บุตรเกษตรกร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพของผู้ผลิตทางการเกษตร โดยคณะเกษตรได้จัดโครงการส่งเสริมโอกาสศึกษาแก่นักเรียนที่เป็นบุตรเกษตรกร 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (เกษตรศาสตร์) หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (เกษตรกลวิธาน) หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (เทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร
โครงการความร่วมมือกับต่างประเทศ
คณะเกษตรได้เล็งเห็นความสำคัญในการศึกษาระดับนานาชาติโดยได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ เพื่อดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ ที่เห็นชอบร่วมกันกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ โดยมีการแลกเปลี่ยนนิสิตฝึกงาน ร่วมมือทางวิชาการ และอื่น ๆ เช่น
การพัฒนาคณะเกษตรในทศวรรษต่อไป
ในการพัฒนาคณะเกษตรสู่ความรุ่งเรืองในอนาคตนั้น คณะเกษตรได้จัดทำยุทธศาสตร์ของคณะเกษตร ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม 2546 โดยผ่านการระดมสมองของคณาจารย์ จำนวน 100 คน ในคณะเกษตร ถึง 3 ครั้ง และผ่านคณะกรรมการประจำคณะ อีก 3 ครั้ง ซึ่งได้ผลลัพธ์วิสัยทัศน์ พันธกิจ/ภารกิจ เป้าหมายหลัก ตัวชี้วัดสัมฤทธิผลทางการศึกษา ค่านิยมร่วม ขีดความสามารถหลัก และยุทธศาสตร์หลัก 9 ข้อ โดยมีโครงการ (action plan) รองรับยุทธศาสตร์ดังกล่าวที่สามารถปฏิบัติได้ทันที จำนวนรวมทั้งสิ้น 173 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่จะเริ่มทำในปี พ.ศ. 2547 จำนวน 157 โครงการ ในปี พ.ศ. 2548 จำนวน 16 โครงการ โดยคาดว่าทุกโครงการจะดำเนินการได้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 5 ปี
วิสัยทัศน์ (Vision)
เป็นผู้นำในการผลิตบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์เกษตร มีความเป็นเลิศทางวิชาการ คุณธรรมและ จริยธรรม
พันธกิจ/ภารกิจ (Mission)
.... ต่อใน ยุทธศาสตร์คณะเกษตร
สหกิจศึกษา
(Co-operative Education)
เมื่อวันที่ 24 - 26 ตุลาคม 2546 นี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้จัดให้มีการสัมมนาและศึกษาดูงาน "ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ก้าวไกลสู่การพัฒนารูปแบบสหกิจศึกษา มก." ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งคณะเกษตรได้มอบให้ รศ.ดร.สมนึก วงศ์ทอง รองคณบดีฝ่ายการศึกษา และ ดร.สุเทพ ทองแพ รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต เข้าร่วมการสัมมนา
สหกิจศึกษา (Co - operative Education) เป็นระบบการศึกษาซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลที่ควรนำมาใช้ในปัจจุบันเพื่อให้กระบวนการเรียนรู้สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้อย่างแท้จริง เพราะเป็นระบบการศึกษาที่จะทำให้ได้บัณฑิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของสถานประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชน โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและสถานประกอบการดังกล่าว จะสามารถจัดให้มีกระบวนการทางการศึกษา ซึ่งนิสิต หรือนักศึกษา จะได้เรียนรู้ในสถานศึกษา และปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการในฐานะพนักงานชั่วคราว มีหน้าที่รับผิดชอบที่แน่นอน ทำงานเต็มเวลา(Full Time) 1 ภาคการศึกษา(16 สัปดาห์ หรือ 4 เดือน) ในตำแหน่งผู้ช่วยนักวิชาการ และมีค่าตอบแทนตามสมควร
สหกิจศึกษา จะช่วยให้ได้รับประสบการณ์จริง ได้รับทราบว่ายังขาดความรู้ในเรื่องใด สามารถพัฒนาตนในการอยู่ร่วมกับสังคม ปฏิบัติตนให้เหมาะสมต่อผู้ร่วมงานและผู้บริหาร รวมทั้งได้เรียนรู้ในความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นการพัฒนาตนก่อนที่จะสำเร็จการศึกษาซึ่งเป็นรูปแบบที่มีคุณค่าเหนือกว่าการฝึกงาน
รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้นโยบายให้หน่วยงานทุกคณะและทุกภาควิชาเตรียมการดำเนินการใช้ระบบสหกิจศึกษาโดยการกำหนดไว้ในหลักสูตรการศึกษา ทั้งนี้ ให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ภาคต้นปีการศึกษา 2547 (มิถุนายน) เป็นต้นไป
คณะเกษตร มีนโยบายที่จะดำเนินการด้านสหกิจศึกษาให้เป็นไปตามแนวทางที่อธิการบดีกำหนด โดยมีกองบริการการศึกษาเป็นผู้กำกับนโยบาย
เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2546 เครือข่ายคณะเกษตร ได้ทดลองใช้ระบบ DHCP (Dynamic Host Configuration Protocol) เนื่องจากระบบหมายเลขเดิม จำนวน 254 หมายเลขเมื่อจัดสรรไปแล้วแบบ fixed ก็ใช้ได้ดีมาระยะหนึ่ง แต่มาในปัจจุบัน เครื่องคอมพิวเตอร์ในคณะเกษตร วิทยาเขตบางเขน ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอีก จนเริ่มเกิดการขาดแคลนหมายเลขไอพี ขณะนี้ทางสำนักบริการคอมพิวเตอร์ ได้ติดตั้งระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless Local Area Network - ซึ่งก็ต้องการหมายเลขไอพีอัตโนมัติด้วย) ให้บริเวณตึกคณะเกษตร 2 จุดและ ตึกจรัดฯ 1 จุด ในการนี้ ทำให้มีความจำเป็น ต้องนำระบบหมายเลขอัตโนมัติมาใช้ในคณะเกษตร
ฐานข้อมูล online สำหรับนักวิจัย นิสิต โดยสำนักวิจัยและพัฒนา ฯ ร่วมกับสำนักหอสมุด มก. ....รายละเอียด
http://life.ku.ac.th เป็นระบบหนังสือเวียนใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เริ่มทดลองใช้มาตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2546 ....รายละเอียด